COP28

ความท้าทายในการเจรจาฯ ลดโลกร้อน

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา MQDC และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต (Climate Change and Disaster Center)

ก่อน COP28 มันก็มีการประชุม (และการออกรายงาน) ต่างๆ อาทิ UNGA78 (UN Summit), World Climate Research Programme (WCRT), Global Stocktake และ Emissions Gap Report (EGR) Inputs เหล่านี้ต้องให้ผู้นำประเทศไปตัดสินใจ ซึ่งเขาก็เบลอๆ ต่อข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว 

กรอบการทำงานของโลก แบ่งทางซีกซ้ายเป็น SDGs ส่วนทางขวาเป็น Sendai Framework (Sendai Framework for Disaster Risk Reduction) แล้วมารวมกันเป็น Paris Agreement ทุกอย่างจะไปสู่ Pathway to Resilience เรื่องนี้สำคัญมาก โลกจะไม่พูดถึง SDGs แล้วในอนาคต แต่จะพูดถึง Resilience มากขึ้น 

ในการประชุม UN Summit ล่าสุด ฝั่ง SDG เขาก็ออกมาชี้แล้วว่า Climate Action (SDG 13) มันไม่ค่อยไปถึงไหน เรื่องนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องคุยกันใน COP28 มันต้อง activate ในรายงาน SDG 2030 เขาก็ออกมาบอกว่า ครึ่งทางแล้ว แต่เรายังทำ (ลดก๊าซเรือนกระจก) ได้แค่ 15% อีก 7 ปีข้างหน้า 2030 (พ.ศ. 2573) ยังอีก 85% ก็จะเหนื่อยมาก ฉะนั้น นี่คือประเด็นที่ผู้นำโลกต้องมาคุยกัน Mitigation และ Greenhouse Gas Reduction 

ส่วน Sendai Framework พื้นสีน้ำเงินเข้มๆ (ของประเทศต่างๆ ในไสลด์) คือที่เขายืนยันแล้วว่าทำได้ นอกนั้นคืออยู่ในระหว่างการส่งรายงาน จากรายงานสองฉบับนี้ คือมันไม่ไปไหนทั้งคู่ ในการประชุม WCRP เมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมา inputs ที่สำคัญจาก floor คือคำถามจากชุมชน community หรือจาก urban ว่า เขาจะรู้ risks ได้อย่างไรในรัศมี 1 กิโลเมตร การประเมินของ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ยังประเมินใช้ resolution ที่ยังหยาบมาก ตรงนี้คือที่เขาร้องขอมา (ขอให้ประเมิน risks ในรัศมี 1กิโลเมตร) ซึ่งรายงานของ IPCC ฉบับถัดไปคือ AR7 ก็ต้องทำเรื่องนี้หนักละ

คำถามต่อมาคือ How can climate science accelerate regional and local climate adaptation and mitigation? อันนี้คือ คำถามหลัก แล้วเรื่อง resolution 1 กิโลเมตร ผมไม่รู้ว่าจะออกมาทันรายงาน  AR7 มั้ย (6 ปีข้างหน้า) เราก็ตั้งความหวัง เพราะถ้าในรัศมี 1 กิโลเมตร เราก็จะรู้ความเสี่ยงในพื้นที่ตรงนี้ ระดับตำบล ชุมชนได้

ในส่วนของการจัดทำ Global Stocktake (การประเมินวัดผลการดำเนินการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ผ่านมา) เน้นสามเรื่องคือ  Mitigation Adaptation และ Climate Finance เขาทำงานมานานแล้วแต่เพิ่งสรุปรายงานออกมาได้เมื่อเดือนกันยายนนี้ เรามีข้อตกลงกันว่า ในปี 2025 เราต้องได้เป้าหมายการลดก๊าซฯ NDCs (Naitonallly Determined Contributions, จัดทำทุกๆ 5 ปี) ใหม่ที่ทะเยอทะยาน เราก็จะมีเวลาอีก 2 ปี จากการประชุม COP28

และล่าสุด Emissions Gap Report มันพูดถึงว่าปัจจุบัน emissions ที่ปล่อย เพิ่มขึ้น 1.2% ต่อปี แต่เป้าหมายปี 2030 ต้องลดก๊าซฯ 45-50% ถ้าหาร 7 ปีที่เหลือ ก็เท่ากับต้องลดก๊าซฯ ปีละ 7% แต่ตอนนี้มันคือเราเพิ่มไปอีก 1.2% แสดงว่า เราต้องลดถึง 8% กว่าๆ ต่อปี ถ้าคำนวนจากเป้าหมาย NDCs ที่ส่งไป มันกลายเป็นว่าอุณหภูมิโลกจะไปถึง 3 องศา การทำงานให้มันลดมาอยู่ที่ 1.5 องศา มันยากมาก แล้วเป้าหมายปี 2025 ต้องลดก๊าซให้ได้ 60% ตามรายงาน EGR ก็ไม่รู้จะเดินไปยังไงได้ current policy มันไปที่ทาง 3 องศา ผลกระทบตามมาก็อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 4.1-5.6 เท่า ฝนก็ตกหนัก และเรื่องแล้ง ก็จะเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ตอนนี้โลกกำลังมุ่งเข้าสู่ Resilience มันก็ออกมา 3 แบบด้วยกัน Social resilience,  Environmental resilience,  Economic resilience มันต้องไปพร้อมกัน 3 ด้าน จึงจะนำโลกไปสู่ความยั่งยืน นี่เป็นสิ่งที่เขากำลังเดินไป แต่เราต้องมาตีโจทย์ว่าในแต่ละด้าน เราต้อง inputs อะไรไป ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง Nature based Solutions  จะเป็นธีมหลักที่จะคุยกันในครั้งนี้ 

Adaptation ก็สำคัญ 10 ภารกิจที่เราจะทำ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง Adaptation เรื่อง Mitigation มีแค่ 2-3% เอง ธีมของโลก เงินกองทุนสำหรับ Aadaption เพิ่มขึ้นมากกว่า Mitigation แสดงให้เห็นว่าบทสะท้อนของรายงานต่างๆ มันเริ่มมีผลแล้วว่า Adaption มันต้องลงเงินไปเยอะๆ กว่า Mitigation ท้ายที่สุด เราไม่กังวลกับ private sector เพราะหลายบริษัทในตลาดต้องทำ sustainability reports เขาจัดอันดับและใช้มาตราฐานเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงการต้องรับประกันกันเลยว่า ใช้คาร์บอนน้อย แล้วก็จะไม่ส่งผลเสียต่อสภาพอากาศ เป็นต้น มันจะเป็นแบบนั้น 

National Adaptation Plan (NAP) ของไทย เราใช้โมเดล CMIP5 (แบบจำลองฉากทัศน์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ของ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้ CMIP6 ออกมาล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แล้วก็จะมี Global Stocktake  ครั้งที่ 2 หลังจากนี้อีก 5 คือปี 2028 สุดท้ายแล้ว มันจะไป REP (Representative Emissions Pathways) มันจะคุยเรื่อง Mitigation,Adapttion,  hazards ทุกอย่างมันจะรวมกันในนี้หมดเลย 

เรื่อง land use impact อันนี้สำคัญ เพราะบางพื้นที่ climate impact มัน 10-20% แต่ land use impact อย่างกรณีน้ำท่วมมันมีถึง 70-80% ก็มี เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา Private sector integration ก็สำคัญ NAP ยังไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แล้วก็ Fund flow กับ Climate Finance เราจะไปเอาเงินจากกองทุนไหน ในประเทศมี bond ขึ้นมาก็จริงแต่ยังนิดเดียว

ข้อท้าทายในการเจรจาฯ ลดโลกร้อน COP28

ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นารีรัตน์ พันธุ์มณี

ใน COP28 เป็นเรื่องของ bold action อย่างท่านอาจารย์เสรีว่ เราต้องทำให้มันชัดเจน หนักแน่นมากยิ่งขึ้น เพื่อไปสู่ความมุ่งมั่นที่สูงสุด COP26 เป็นการตั้งเป้าฯ ไทยก็ตั้งเป้าฯ เหมือนกัน เราจะเป็น Carbon Neutrality ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และ Net-zero Greenhouse Gas Emissions ในปี 2065 (พ.ศ. 2608) อันนี้ก็อัพให้เร็วขึ้นมาจากเป้าหมายเดิม 15 ปี  

ถ้าเราจะไป pathways นี้  มันก็ synchronize กับ Paris Agreement  1.5 องศา ไทยเราใช้ pathway นี้ ไม่ได้ใช้ 2 องศา อีกอันคือ ภายในปี 2030 NDC เราต้องลดก๊าซเรือนกระจก 40% เมื่อเทียบกับปีฐาน แต่พอเป็น COP28 ทำยังไงให้เป้าหมายมันบรรลุ เราต้องดำเนินการหนักมาก นี่เรายังไม่ได้เทียบเป้าฯ เรากับเป้าฯ ของโลก เป้าฯ ของโลกโหดกกว่าเราอีก เขาตั้งไว้ว่าปี 2030 เขาให้ลดก๊าซเรือนกระจก 43% เทียบกับปี 2019 ในขณะที่เราเทียบกับ 2005 เขาโหดร้ายกว่าเราเยอะ ฉะนั้น เราพยายามดำเนินการตามเป้าฯ 1.5 องศา เราต้องผ่าน transition นี้ไปให้ได้ 

สิ่งที่เราส่งให้กับ UNFCCCC คือตัวยุทธศาสตร์ระยะยาวของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ อันนี้จะมี pathways เลยว่าอะไรควรจะมาเมื่อไหร่ ทั้งนี้ หลักการที่เรายึดถือมาตลอด คือ ความรับผิดชอบในระดับที่ต่างกัน เป็นไปตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ นี่เป็นจุดยืนของไทย เพราะถ้าเราทำมากแล้วกระทบกับพี่น้องประชาชน หรือเศรษฐกิจของประเทศ มันจะไปไม่รอด 

COP28 ให้ความสำคัญกับ action เน้นเรื่องพลังงาน เราก็ต้องกลับมาดูนโยบายภาคพลังงานว่า เราจะผ่าน just energy transition นี้ไปได้อย่างไร สิ่งที่เรียกร้องมา เราเห็นได้ชัดว่าขอให้มีสัดส่วนการใช้ renewal energy มากขึ้น เช่น ให้ใช้ RE เพิ่มมากขึ้น 3 เท่า ผลิต renewal energy เป็น installation ภายในปี 2030 แล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไปอีก 2 เท่า เราก็ต้องมาดูว่าประเทศไทยจะดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน 

ตัวสำคัญที่ดู ณ วันนี้ COP28 มาเรื่อง energy แน่ๆ แต่เป็น just transition energy ที่คำนึงถึงทุกภาคส่วน ไม่ใช่อยากทำก็ทำ เพราะถ้าค่าไฟขึ้น หรือการเปลี่ยนเป็น renewable energy แรงงานจะทำอย่างไร เขามองลึกกว่าแค่เทคโนโลยี เขามองถึงภาคประชาชนว่าต้องมี affordability เข้าถึงได้ ซื้อได้ อันนี้ก็เป็นอีกมุมที่เข้ามา

แล้วก็อย่างที่อ.เสรีว่า โลกเราพยายามที่สุดแล้วในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ที่เป็นสาเหตุโลกร้อน แต่เราหยุดโลกร้อนไม่ได้ part ที่สำคัญต่อมา จึงเป็นเรื่องของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) เงินก็จะให้มาทางนี้มากขึ้น COP ปีนี้เราจะเห็นเลยว่า หลายประเทศจะกล่าวถ้อยแถลงที่จะให้ funding เพิ่มขึ้นในเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แล้วเราก็มาลุ้นกันว่าหลังจากปรับตัวแล้ว ความสูญเสียและการเสียหายจะเป็นอย่างไร เพราะตัว Loss and Damage Fund มันยังไม่ปรากฏมาเป็นภาพที่ชัดเจนนัก หลังจากที่เขาไปคุยกันมาแล้ว ก็หวังว่าจะเห็นภาพนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Loss and Damage ก็อยู่ในท่าทีของไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว เราสนับสนุน Loss and Damage Fund แต่ก็คำนึงว่าขนาดกองทุนที่ผ่านมาเราเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใส่เงินเข้ามาแสนล้านเหรียญต่อปี ทุกวันนี้อยู่แค่แปดหมื่น แล้ววันนี้ตั้งขึ้นมาอีกกองทุน เขาจะเอาเม็ดเงินมาจากไหน เพื่อมาใส่ funding ใหม่ 

หลายๆ ประเทศพัฒนาแล้วเลยบอกว่า ถ้าตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ก็ต้องมาจัดการใหม่และต้องตั้งคณะกรรมการมาดูแลกองทุน เสียเงินตรงนั้นไปอีก ทำไมเราไม่ใช้ facility เดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ว่าดึงมาเป็นส่วนของ Loss and Damage เพื่อให้เงินสมประโยชน์มากที่สุด แต่ในหลักการมีกองทุนนี้แน่นอน เรื่องบริหารจัดการ เราก็ยังรอ COP28 อยู่

แนวคิดเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยปัญหาและความท้าทายเรื่องโลกร้อน

รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อยากให้ทุกคนเข้าถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องที่แก้ไขยากมาก เรามี COP ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังเยอะอยู่ รากเหง้าของปัญหา มันอยู่ในคำอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์ มันมี 2 ประเด็นปัญหาในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่นำไปสู่ความล้มเหลวของระบบตลาด ปัญหาแรกคือ คำว่า “สินค้าสาธารณะ” ซึ่งมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป สินค้าทั่วไปมันมีตลาด เราไปซื้อขายกัน แล้วมันก็ไม่ได้ปล่อยสิ่งที่ไม่ดีออกมาในการผลิต 

แต่สินค้าบางอย่างผลิตออกมาแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ PM2.5 ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกด้วย แล้วโดยธรรมชาติของสินค้าสาธารณะมันมีความต่างจากสินค้าทั่วไป 2 อย่างคือ เป็นสินค้าที่ไม่สามารถกีดกันการใช้ประโยชน์ได้ (Non-exclusive) ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันประเทศ ทุกคนในประเทศมีสิทธิได้รับประโยชน์จากการปกป้องประเทศ เช่นเดียวกันกับชั้นบรรยากาศโลกที่ทุกคนมีสิทธิใช้ ไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของได้ 

และประการที่สองคือ เป็นสินค้าที่ไม่แบ่งปันในการบริโภค (Non-rival) เราบริโภค คนอื่นก็ยังได้บริโภคไม่ต่างกัน ถ้าเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ คนอื่นก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะได้เหมือนกัน ไม่ได้กีดกันให้ปล่อยได้น้อยลง ด้วยสองเหตุผลนี้ มันนำมาซึ่งปัญหาที่เรียกว่า Free Rider คือมีการกินแรงเยอะ อย่างทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ คุณลดก๊าซฯ ก็เป็นพระเอกเลย แต่คนอื่นไม่ทำ เขาก็ยังได้ประโยชน์อยู่ ประเด็นคือ คนลด ต้องเสียต้นทุนเยอะ เสียสละ คนที่ไม่ลดก็ได้ประโยชนืต่อไป 

พูดง่ายๆ ในประเทศเราเอง ครัวเรือนก็ไม่ได้มีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้มีแรงจูงใจช่วยเหลือคนอื่น เพราะต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ทำไมต้องทำเพื่อคนอื่นให้ตัวเองเสียประโยชน์ แล้วถ้ามองในระดับข้ามประเทศ ไทยเองก็ไม่ได้มีแรงจูงใจช่วยคนอื่น อย่างที่เราคุยกันเมื่อสักครุ่นี้ ประเทศพัฒนาแล้วไม่มีแรงจูงใจ ลงเงินไปแล้วคนอื่นได้ประโยชน์ นี่คือลักษณะแรกของสินค้าสาธารณะ

ปัญหาที่สอง ผลกระทบภายนอก (Externalities) คนนึงทำแล้วอีกคนอาจได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ อันนี้คือผลกระทบภายนอกทั้งหมด แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราเรียกว่าเป็นผลกระทบภายนอกระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ภายในประเทศที่จะใช้กฎหมายหรือระเบียบภายในมาจัดการได้ พอเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เรามีตำรวจโลกมั้ย? จีน อเมริกา ไม่ลด ใครทำอะไรได้มั้ยกับประเทศที่เขาไม่ให้ความร่วมมือ 

สองปัญหาที่เป็นรากเหง้าในเชิงเศรษฐศาสตร์นี้ นำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบตลาด ความล้มเหลวคือ ราคาสินค้าที่เราขายในตลาด มันไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการใช้ทรัพยากร หรือความเสียหายที่มันสร้างขึ้นต่อสังคม เป็นต้น ตรงนี้ก็นำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพ ทุกคนก็ใช้ชั้นบรรยากาศกันอย่างเต็มที่ สุดท้ายแล้วมันก็แย่ลง แล้วก็เกิดความไม่ยุติธรรมด้วย ปัญหามันข้ามรุ่นข้ามวัย ก๊าซฯ ที่ปล่อยวันนี้มันก็ยังอยู่กับเราไปอีกร้อยปี นี่คือปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคนในอนาคต แล้วก็เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย เราพูดถึงการปรับตัว คนที่มีฐานะดี ความรู้ดี ก็ปรับตัวได้ง่ายกว่าคนมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี หรือความรู้น้อยกว่า เป็นต้น

ที่พูดมาทั้งหมด กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญมาก เราไม่สามารถทำได้แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง นั่นว่าทำไมถึงมีการประชุม Climate Change โลกทุกปี

Loss and Damage Fund

พูดถึงความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำต่างๆ มันคือผลกระทบ เรื่องกองทุน (Loss and Damage Fund) ก็เป็นกลไกหนึ่งที่จะมาลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ความเสียหายกับความสูญเสีย สองคำนี้มันต่างกันอย่างไร? ตรงนี้เองในกรอบขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติมีนิยามค่อนข้างชัดเจน แต่ใน COP28 ยังไม่ได้ระบุชัดเจน 

หลักคิดง่ายๆ Damage ความเสียหาย เช่น น้ำท่วมข้าวตายเรียบ คือความเสียหาย แต่ถ้าเป็นความสูญเสีย โดนน้ำท่วมชั่วครู่ โดนแดดแรง ข้าวยังไม่ตาย แต่ผลผลิตและศักยภาพในการผลิตมันลดลงจากที่ควรได้รับ จากที่แต่ก่อนต้องผลิตได้ 1000 กิโลกรัม/ไร่ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นได้ 800 กิโลกรัม/ไร่ เป็นต้น สองคำนี้ก็มีความหมาย ประด็นคือบางประเทศก็ไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ก็ต้องรับผลกระทบด้วย นี่ก็เป็นที่มาว่า ทำไมต้องช่วยประเทศเหล่านี้ เพราะเขาก็ไม่ได้มีขีดความสามารถในการปรับตัวมากมาย 

มีความท้าทายมากมาย ถ้าทำได้ก็จะดีมาก ความท้าทายในเรื่องของกองทุน เราจะจำกัดนิยามของความเสียหายและความสูญเสียอย่างไร ครอบคลุมพืชไหนบ้าง ภาคเศรษฐกิจไหนบ้าง หรือประเทศไหนควรได้รับการสนับสนุน อย่างจีน อินเดียปล่อยก๊าซฯ เยอะมากเลย แต่เขาก็อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ควรได้รับเงินไหม? หรือใช้เกณฑ์ใดในการชี้วัดว่าปล่อยมากหรือน้อย บางประเทศก็ใช้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม แต่บางประเทศบอกไม่ได้ต้องใช้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมหารด้วยจำนวนประชากร เป็นการมอง per capita แค่สองตัวชี้วัดนี้ก็ตีกันตายแล้ว เกณฑ์ชี้วัดนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายของกองทุน LD ว่าจะมีตัวชี้วัดอะไร ส่วนเงินควรมาจากไหน นี่ก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง ประเทศไหนควรบริจาคเงินเข้ากองทุนนี้ก็เป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง แนวทางการช่วยเหลือจะถูกกำหนดอย่างไร เพียงพอไหม ทันการณ์หรือเปล่า 

อีกโจทย์ที่ยากคือ การประเมินความสูญเสีย เราจะทำอย่างไร บางประเทศแทบไม่มีสถานีตรวจอากาศเลย ต้องยิงดาวเทียมอย่างเดียว มันต้องเชื่อกันได้ไหมกับประเทศที่รายงานความเสียหายโดยที่ไม่มีตัวชี้วัด มาตรฐานของแต่ละประเทศควรจะอยู่ตรงไหน มันไม่ใช่แค่ตั้งกองทุนขึ้นมา แต่คุยกันถึงเรื่องว่าต้องลงทุนตั้งที่วัดตรวจอากาศ สถานีตรวจอากาศทั่วโลกเลย เพื่อสร้างแบบจำลองประเมินความสูญเสียและเสียหายที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล

ก็อาจจะเป็นองค์กรกลางที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินชัดเจน เป็นที่ยอมรับร่วมกัน อย่างไต้หวันตอนเขาจะประเมินความเสียหาย เขาบินโดรนก่อนพายุเข้า หลังพายุเข้าก็บินโดรนอีกทีหนึ่ง ก็รู้เลยว่าอะไรเสียหายตรงไหน แต่ก่อนเขาจะบินโดรน แต่ละจังหวัดก็พยายามบอกตัวเลขที่สูงมาก มันพิสูจน์ไม่ได้ ตรงนี้ก็เกี่ยวข้องกับไทยเหมือนกัน ตอนนี้เขากำลังจะทำตัว transparency ว่าลดก๊าซฯ ได้จริงหรือเปล่า ลดได้เท่าไหร่ มันต้องตรวจสอบได้ โปร่งใส นี่เป็นสิ่งที่ต้องเน้นย้ำมากกับกองทุนนี้ 

แล้วความท้าทายอีกประการคือ ไทยมีโอกาสได้รับเงินมากน้อยแค่ไหน และด้วยเงื่อนไขอะไร แล้วก็บทบาทของกองทุนความสูญเสียและเสียหายน่าจะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยเพิ่มเติม Climate Finance ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดลง เกิดความยุติธรรมมากขึ้น มันมีวิธีการ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปกัน ต้องไปหาข้อสรุป แต่ละประเทศก็มีข้อจำกัดต่างกัน

ผอ.นารีรัตน์: COP28 ต้องชัดขึ้นแน่นอน ถ้ายังไม่ชัดมันก็จะยืดออกไปอีก มันยืดไม่ได้แล้ว

Climate Justice และข้อท้าทายในการเจรจาฯ ลดโลกร้อน

ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA)

COP ครั้งแรกจัดปี 95 ที่เยอรมัน แล้วก็จัดต่อเนื่องมาทุกปี ถ้าเราวางไทม์ไลน์เรา จะมี IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) เป็นกลุ่มนักยุทธศาสตร์ที่พยากรณ์เตือนเรื่องโลกร้อน ตั้งแต่ปี 1988 หลังจากนั้นเรามีอนุสัญญาที่ Rio  de Janeiro ปี 1992 แล้วมาเริ่ม COP ปี 1995 ทีนี้เราเกิด COP ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้เกือบ 30 ปีแล้ว มองในเชิงรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คำถามพื้นฐานคือ เรายังเชื่อว่ากลไกความร่วมมือแบบพหุภาคียังจะไปรอดไหม อย่างกรณีอิสราเอล-ฮามาส ปาเลสไตน์ UN มีมติออกมามากมายแต่มันได้ผลไหม มันก็กลับมาคำถามพื้นฐานว่า ตกลงโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ 

พอไล่ไปดู COP แต่ละครั้ง COP3 เราเห็นความก้าวหน้าบางอย่าง เช่น เริ่มใส่เรื่องการคิดเรื่องคาร์บอนเครดิต จากทางฝั่งอเมริกา มีแนวคิด Carbon Offsets มากขึ้น ซึ่งถูกทำให้ชัดใน Kyoto Protocol ปี 1A97 แล้วหลังจากนั้นมาสู่ Paris agreement ปี 2015 ประเด็นคือ ถ้าเป็นการหาคำตอบให้ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ก็เหมือนมันมีความก้าวหน้า มี projectsหรือ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเรียกเป็น Carbon Credits หรืออะไรต่างๆ เต็มไปหมด 

แล้วสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมีความก้าวหน้าไหม? เรื่อง Loss and Damage Fund ภาคประชาชนคุยกันมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เห็นด้วยกับวิทยากรสองท่านว่ากองทุนแสนล้านเหรียญ/ปี ยังยาก แล้วจะมามีกองทุนนี้เพิ่มอีก ใครจะยอมจ่าย แล้วใครคือผู้ได้ตังค์ เป็นโจทย์ใหญ่

อย่าง Green Climate Fund ที่มายังไทย ที่ผ่านมามีแค่ 2 projects กรมชลประทานได้เงินไปทำที่พิษณุโลก แต่เป็นการจัดการน้ำปกติเลย ไม่ได้พูดถึง Adaptation อย่างที่เราคาดหวังเท่าไหร่ อีกโปรเจคกำลังลงไปทำเรื่องป่าชายเลนที่ภาคใต้ ประเด็นคือ ทุนต่างๆ ไม่เคยลงมาถึงมือผู้ได้รับความเดือดร้อน แต่ลงมาสู่ agency ขนาดใหญ่ที่ต้องถูกเรียกร้องทางมาตรฐานทางวิชาการสูง มี bureaucracy ค่อนข้างมาก คาดเดาได้เลยว่า COP28 ก็จะมีความชัดเจนแค่ในรายละเอียด แต่ยังไม่สามารถ implement LDF ได้ แล้วก็จะมีประเด็นว่า ใครจะเข้าถึงเงินได้ อันนี้เรื่องที่หนึ่ง

เรื่องที่สอง คิดว่าท้าทายมาตลอด ตั้งแต่ COP1-28 คือ ภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลก คือภาคอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล ไทยและโลกเป็นแบบนั้น ประมาณ 70-80% มาจากอุตสาหกรรม fossils ไม่ได้หมายถึงบริษัทน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะมันโยงกับพวกบริษัทการเงิน การค้า-ลงทุน อย่างล่าสุดที่นายกฯ ไป New York พบ Larry Fink ถามว่าเขาทำอะไร ก็คือบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เขาไม่ได้ทำน้ำมัน แต่เขาลงทุนในอุตสาหกรรมฟอสซิลอย่างมหาศาล 

ประเด็นคือ โลกยังติดกับดักพลังงานฟอสซิล ด้วยระบบอุตสาหกรรมผูกขาดพลังงานระดับใหญ่ของโลกแบบนี้ ถามว่าอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลปรับตัวลงตามที่เราคาดไหม ตัวเลขล่าสุด โลกเราพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 80% กว่า ขนาดที่เราบอกว่าบูมพลังงานหมุนเวียนที่อยู่แค่ 7-8% เรามีวาทกรรมว่า โลกจะเดินไปด้วยพลังงานหมุนเวียนดี แต่ขณะเดียวกันโลกก็ยังเดินคู่ขนานไปแบบนี้ พึ่งพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก เอาพลังงานหมุนเวียนมาเสริม แล้วเป็นสิ่งที่บอกว่าเรา Green แล้ว แต่ไม่ลดอีกข้าง เราเดินสองข้างไปพร้อมกัน นี่คือคำตอบว่า ทำไมเราลดไม่ได้เสียที ถ้าสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมไม่ปรับ ยังไงคิดว่าก็ไม่ปรับ 

แล้วเราเรียกร้องมาตลอดว่าต้อง phase out ไม่ใช่ phase down ฟอสซิล คุยกันมาตั้งแต่หลาย COP จนมาถึง COP28 คิดว่าก็ยังจะคุยอีก และก็จะไม่ได้ผล COP ไม่ได้มีแค่เวทีเดียว มันมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่คุยกันด้านต่างๆ เต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่น UAE ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ ขณะที่กำลังจัด เขาก็มีแผนลงทุนพลังงานฟอสซิล ขุดเอาน้ำมันขึ้นมาอีก 30 กว่าล้านบาร์เรล หมายความว่า อุตสาหกรรมพลังงานโลกมันไม่เคยหยุดเลย  แล้วเราจะเรียกร้องให้ก๊าซเรือนกระจกหักดิบลง 45% ภายในปี 2030 ได้อย่างไร ถ้าโครงสร้างพลังงานโลกไม่เปลี่ยน

เรื่องที่สาม Carbon Offsets ล่าสุด มีข้อมูลจากสถาบันวิชาการอิสระไปประเมินว่ามีโครงการไม่น้อยกว่า 70% ส่วนใหญ่จะเห็นที่แอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชียก็เยอะ 72% มีผลกระทบต่อพี่น้องชุมชนในพื้นที่ทั้งนั้ ในเรื่องทรัพยากร หมายความว่า ประเทศจำนวนมากขาดเรื่องธรรมา ภิบาลและการรับรองสิทธิประชาชน และชุมชน หรือชนพื้นเมือง ทั้งที่สิทธิชนพื้นเมืองเป็นหลักการใหญ่ในทุกการประชุม COP และอยู่ในอนุสัญญาต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายชีวภาพ (Convention on Biodiversity, CBD) หรือในเรื่องของ Climate Change ก็ตาม 

โปรเจคเหล่านี้มีผลกระทบอย่างรุนแรง เมื่อเดือนที่แล้ว BBC มีลงข่าวชุมชนพื้นเมือง โอกิยะ ที่เคนย่าถูกเผาทั้งหมู่บ้านเพื่อเอาพื้นที่มาปลุกป่า เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่ปลายจุด เต็มไปหมด มันอาจอยู่นอกเหนือการออกแบบ แต่ผลลัพธ์ที่ปลายทาง เราเห็นการใช้อำนาจที่ขาดการตรวจสอบ แล้วก็มีหลายโปรเจคอ้างคาร์บอนเครดิตเกินจริง มีองค์กรใหญ่องคืกรหนึ่งที่การันตีเรื่องการวัดเครดิตของภาคป่าไม้ ถูกวิจารณ์จนมาตรฐานระบบเดิมล้มไป และพยายามจะเซ็ตอัพระบบใหม่ 

แต่ COP28 กำลังเอาเรื่องนี้เข้ามาเป็นมาตรการใหญ่ แปลว่าทำให้ Carbon Credits เป็นเครื่องมือสำคัญโดยไม่ฟังเสียงบทเรียนภาคประชาชน หรือหลักฐานวิทยาศาสตร์ว่ามันลดได้จริงไหม เพราะตอนนี้มีการปั่นตัวเลขกันเต็มไปหมด อีกไม่นานจะกลายเป็นเหมือน Cryptocurrency ที่มีฟองสบู่ แต่ไม่มีรูปธรรมรองรับว่าช่วยลดโลกร้อนจริง COP28 ก็จะมีเสียงเรียกร้องว่าเราต้องทบทวนตาม Article 6 ใน Paris Agreement หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น Red Plus หรือ CDM ที่เคยถูกวิจารณ์ต่างๆ เราจะต้องทวนใหม่หมดว่า ถ้าเราเชื่อว่ามันคือทางออก มันพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าโลกไม่ได้เปลี่ยน 

ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA)

อันต่อมา คือ แผนการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ ถ้าเราดูแผนนี้ มีการประเมินของ Climate Tracker ที่ชี้ว่า เอาแผนทั่วโลกมาทำก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าเอาแผน NDC ที่ไทยทำล่าสุด ก็น่าจะทะลุไป 3-4 องศา ถ้าประเทศอื่นเอาไปใช้ เราตั้งไว้ 40% จาก BAU (Business as Usual scenerio) มองไปอนาคตแล้วคาดการณ์ไว้สูง แล้วลดลงมา ไม่ใช่จาก 40% จากระดับปัจจุบัน หลายประเทศก็ใช้วิธีแบบนี้ หลายประเทศจริงจังหน่อยก็ลดจาก base line ในอดีต ประเด็นคือ พอทำแผนแบบนี้ แต่ละประเทศก็จะขึ้นอยูู่กับโครงสร้างธุรกิจของตัวเอง เช่น พลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรม ฯลฯ แผนเลยประนีประนอม ไม่สามารถเอามาเป็นคำตอบได้ แน่นอนว่าเราถูกเรียกร้องให้ส่ง NDC ฉบับใหม่ไป แต่คาดเดาได้เลยว่ามันมีความคลุมเครือแบบนี้เต็มไปหมด

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของชนพื้นเมือง ชุมชน ท้องถิ่น ผู้หญิง กลุ่มเปราะบางต่างๆ มีบทบาทเยอะ ในทุก COP มีหัวข้อเหล่านี้เต็มไปหมด แต่เป็นเวทีเสวนาวิชาการ ไม่มีการนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ชัดเจน มีนโยบายชัดเจนไหมที่จะคุ้มครองสิทธิคนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น ผู้คนเปราะบาง อันนี้ก็เป็นปัญหา 

เวที COP มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน จำนวนไม่น้อยมาจาก lobbyists ภาคพลังงานอุตสาหกรรมเต็มไปหมด เรากำลังบอกว่า กลไกเหล่านี้เพียงพอหรือไม่ต่อการแก้ปัญหา ผลที่เกิดมาตั้งแต่ COP1-28 เราเห็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดในเรื่องการค้าคาร์บอน เรื่องตลาด แต่ข้อตกลงที่คืบหน้าน้อยสุดคือ ยุติฟอสซิล เราไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้เลย รวมทั้งเงินทุนงบประมาณ รวมทั้ง LDF และเราควรมองเรื่องนี้อย่างไร

มองผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ COP ไม่ได้เป็นเวทีเดียวของโลก มันยังมีเวทีการค้าหรือเศรษฐกิจต่างๆ อีกมากมาย ประเด็นคือ มันก็ยังขึ้นอยู่กับพลังในการผลักดันว่าจะเน้นนโยบายในด้านไหน เราจะเห็นว่าพลังงานผลักดันของเศรษฐกิจโลกไม่ยอมสละจากทุนนิยมฟอสซิลง่ายๆ เลยทำให้ COP มีข้อตกลงมากมายแต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติ เรามีเวทีวิชาการต่างๆ แต่ไม่นำไปสู่การผลักดันเรื่องฟอสซิล ขณะเดียวกันก็มีเวทีแสดงออกต่างๆ เวททีเรียนรู้และประท้วงของภาคประชาสังคมด้วย เป็นแบบนี้ทุกปี ดังนั้นเราไม่ควรมองแค่ที่ตัว COP อย่างเดียว

คราวที่แล้วที่บอกว่าจะลด 45% คราวนี้ก็คงปวดหัวอีกไม่รู้จะไปยังไงต่อ ทิศทางการบริโภคพลังงานของเรา ปิโตรเลียมยังพุ่งสูง แก๊สธรรมชาติ ไทยเองก็จะเป็น hub ในระดับเอเชีย ไม่ว่าญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็จะมาลงทุนให้เราเป็น hub จีนเองก็พึ่งลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินล่าสุด ไหนทุกประเทศบอกจะลดก๊าซฯ? มีแผน NDCs แต่ดูตรงนั้นอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปดูแผนพลังงาน แผนการลงทุนของแต่ละที่ 

สุดท้าย จบที่ว่า โดยลำพัง เวที COP ตอบโจทย์ไม่ได้ เราเลยต้องมีเวทีภาคประชาชนจัดขึ้นมาเพื่อให้เสียงต่างๆ ที่ไม่เคยได้ยิน เช่น จะหยุดฟอสซิล จะเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียนอย่างไร หยุดการฟอกเขียว เคารพสิทธิคนพื้นเมือง และทำให้เป็นรูปธรรม สร้างแผนการคุ้มกันที่มาจากชาวบ้านได้อย่างไร เราคงต้องมอง COP ในหลายมิติ และทำยังไงจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ได้ อย่าพึ่งแค่เวทีเดียว

Mitigation: phase down หรือ phase out ฟอสซิล?

คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย

ถ้าเราดูไทม์ทไลน์สั้นๆ ไม่ต้องไปดูถึงปี 2030 ดูแค่ 4-5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในCOP28 บางคนก็กังวลว่าไปจัดที่ดูไบ เป็นเศรษฐีน้ำมัน แล้วมันจะยังไง ขระเดียวกันเราก็พบว่าภาคี UNFCCC ก็ให้เกียรติดูไบในฐานะตัวแทนของซีกโลกใต้ COP28 ก็จะเป็น anchor เป็นจุดมุ่งหมาย จุดเริ่มต้น climate policy ช่วงต่อไป 

เวลาเราดูเส้นการประชุม COP มันมีการประชุมยิบย่อยไปหมด ปีหน้าเองจะมีการเลือกตั้งใหญ่ที่สหรัฐ นอกจากนายกฯ เราไม่ได้ไป COP28 แล้ว ไบเดนก็บอกไม่ไปด้วย ก็ไม่รุูว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งถึงปี 2569 เลขาธิการ UN ก็จะหมดวาระ 2 เทอมก็ต้องเปลี่ยนเลขาฯ UN คนใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจมาก เวลาพูดถึงเป้าฯ 2030 รายงานต่างๆ มันเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปในทิศทางที่ถูกต้อง 

ถ้าเราไม่มอง COP28 ดูไบ แล้วเราจะไปที่ COP30 ที่บราซิล  Rio de Janeiro ก็เป็นหมุดหมายของ UNFCCC แต่แรก แล้วก็อีกอันคือ จีนจะมีแผนพัฒนาฉบับใหม่ ที่ 15 ตั้งเป้าไว้ว่า ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2030 และ net zero ในปี 2060 ก็ต้องไปดูว่าจีนจะเอาอย่างไรหลังจากออกแผนนี้มา 

จากที่ ดร.กฤษฏาพูดไป อีกประเด็นที่จะทำให้ COP28 ประสบความสำเร็จคือ ต้องตกลงกันให้ได้ว่าจะปลดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิลไหมคือ phase out แล้วก็ตัว Global Stocktake มันก็มีไทม์ไลน์ของมัน มันจะเข้มข้นมากขึ้น COP28 จะเป็นตัวเช็ค Global Response ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร หลายท่านพูดไปว่าจะถึง 3 องศา หรือมากกว่านั้น ความสำเร็จของ Global Stocktake ก็คือความสำเร็จของ COP28 ที่เราก็ต้องจับตาดู

ทำไมต้องปลดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล? ถ้าเราไปต่อ 1.5 หรือ 2 องศาก็ไม่ไหว จริงๆ มันทะลุไปเรียบร้อยแล้ว ที่เราใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ก๊าซ เชื้อเพลิงอื่นๆ ที่เป็นแหล่งสำรองที่พัฒนาไปแล้ว ถ้าใช้ไปเรื่อยๆ ก็เกินงบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) ที่จะพ้นขีดจำกัดอุณหภูมิผิวโลก ถ้าเราไปขุดเจาะก๊าซ น้ำมันแหล่งใหม่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย 

 ข้อเรียกร้อง COP28 ของภาคประชาสังคมนอกจาก phase out ฟอสซิล การสำรวจแหล่งใหม่ก็ต้องหยุด ทำยังไงจะจัดการตรนี้กับขาลงของแหล่งฟอสซิลสำรองที่เหลือให้มันดี แต่การลงทุนด้านพลังงานก็พุ่งไปที่ฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนกลับไม่หวือหวามาก ก็เปมาสู่คำถามว่า ทำไมภาคประชาสังคมอยากเห็น phase out นอกจากตัวที่ต้องเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า ประสิทธิภาพพลังงาน 2 เท่า ตามเป้า COP มันอาจจะยังไม่พอ มันต้องคู่ไปกับการ phase out ฟอสซิลด้วย ไม่งั้นไปด้วยกันไม่ได้ 

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย

จะชี้ให้เห็นว่า น่าเสียดายที่ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แต่ตอนนี้เรากลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้ฟอสซิลเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ ใน Asean มันมีบางประเทศที่เป็นสีเขียว ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่อาจรวมเขื่อนด้วย ลาว เวียดนาม เวลาพูดว่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแล้วค่อยๆ ลดฟอสซิล มันทำได้ เพราะประเทศอื่นทำได้ 

เรื่องเขื่อน ในรายงานทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA, International Energy Agency) ก็เถียงกันว่าเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดจริงไหม บางทีเขาก็รวมเข้าไปในส่วนของพลังงานหมุนเวียน บางทีก็แยกออก เส้นเขียวๆ ในภาพก็น่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนด้วย คิดว่าเป็นประเด็นท้าทาย เพราะไฟฟ้าจากแดดและลมในไทยก็แค่ 5% เท่านั้น

ตั้งแต่มกรามาจนถึงตุลาปีนี้ ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าก๊าซ “ฟอสซิลเหลว” (ก๊าซธรรมชาติ) 1 ใน 10 ประเทศที่นำเข้าสูงที่สุด เอามาตุนไว้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมค่าไฟแพง เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยด้วย จากที่ได้ยินมา แผน PDP จะออกมาปลายปีนี้ มันอั้นมานานแล้ว แต่บางคนก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องออกแผนใหม่เนื่องจากว่าโครงการที่ล้อคสเปคไว้ ทำสัญญาไว้ ซื้อขายไฟฟ้า สร้างโรงงานไฟฟ้ามันยังมีอยู่ หมายถึงว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนยังมีของในมือ การออก PDP ใหม่ก็ไม่มีประโยชน์กับเขา แต่เท่าที่ฟัง แผนใหม่จะไม่มีถ่านหิน แต่อาจะมีก๊าซเพิ่มขึ้นหรือเปล่า พลังงานหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นดร.กฤษฎา: น่าแปลกว่า PDP ที่ประชาชนควรรู้ กลายเป็นเรื่องข่าวลือแบบนี้ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แล้วถ้าจะดูว่าอาจจะไม่มีถ่านหิน แต่อย่าลืมว่า แม่เมาะหน่วยที่ 8-9 เพิ่งเซ็นสัญญาต่ออายุอีก 25 ปี และมีโครงการที่จะขุดถ่านหินมาใช้เพิ่มขึ้นในจุดต่างๆ ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนทิศ โครงสร้างพลังงานเรายังไม่เปลี่ยน ปัญหาเรื่องโลกร้อนของไทยก็ยังเหมือนเดิม เราไม่ยุติถ่านหินเดิมที่มีอยู่ และไม่ยุติการเพิ่มพลังงานงานก๊าซธรรมชาติเข้ามา 

คำถามคือ พลังงานหมุนเวียนให้คำตอบได้ไหม? นักวิจัยเศรษฐศาสตร์ อ.ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ่น ทำการประเมินออกมาว่า ที่แคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นเขตเศรฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก 60% ใช้พลังงานหมุนเวียน ทำไมเขาทำได้ เพราะว่าต้นทุนพลังงานหมุนเวียนตอนนี้ถูกกว่าฟอสซิลแล้ว ถ้าเมื่อก่อนอาจจะเถียงได้ว่าฟอสซิลถูกกว่า แล้วก็อาจจะเถียงว่าพลังานหมุนเวียนไม่แน่นอน จะได้ไฟเฉพาะกลางวัน กลางคืนไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เขาพูดกันถึงแบตเตอรี่สำรอง ก็อยู่ในการลงทุน และภายในปี 2045 แคลิฟอร์เนียตั้งเป้าเป็น พลังงานหมุนเวียน 100% คำถามคือ ไทยมีศักยภาพในการทำพลังงานหมุนเวียนมากมายเต็มไปหมด แต่ทิศทางการเติบโตพลังงานหมุนเวียนกลับถดถอย 

พลังานหมุนเวียนให้คำตอบในทางเศรษฐศาสตร์ได้แล้ว ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว และเป็นคำตอบที่ประชาชนจัดการได้เองด้วย ไม่ใช่ขึ้นกับเอกชนรายใหญ่ นี่เป็นปมสำคัญ 

Agriculture and Adaptation

ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA)

ทุกคนลืมภาคส่วนนี้ไป ภาคอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ เป็นภาคทำลายระบบนิเวศสูงมาก ทำลายทรัพยากร ปล่อยก๊าซมีเทนสูง แต่กลับไม่ค่อยถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไรต่อ climate change เท่ากับภาคพลังงานอุตสาหกรรม ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องปล่อยมีเทน แต่เป็นความสูญเสียศักยภาพของพื้นดินที่ถูกกระทบจากอุตสาหกรรมเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ มันต้องถูกเรียกร้องให้เปลี่ยน การเปลี่ยนผ่านแบบมีเงื่อนไข ไปสู่ระบบเกษตรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นิเวศ ลดก๊าซเรือนกระจก อันนี้เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นมากมาย พี่น้องเกษตรก็ทำมากมาย มันมีโครงการมากมาย ครึ่งหนึ่งของประเทศเราเป็นเกษตรกรรม ถ้าเราเปลี่ยนอย่างน้อย 10-20% ให้เป็นเกษตรเชิงนิเวศ จะได้คำตอบในเรื่อง Adaptation และ Mitigation ด้วย

ชาวนาชาวไร่กับอุตสาหกรรมเกษตรใหญ่ จริงๆ  มันแยกกันไม่เด็ดขาดขนาดนั้น เพราะชาวนาชาวไร่ก็เป็นแรงงานให้กับภาคอุตสาหกรรมเกษตร ทั้ง contract และไม่ contract เขาคุมผ่านเมล็ดพันธุ์ ผ่านปัจจัยการผลิต ผ่านตลาด ทำให้ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรมันทำไม่ได้ เราไปเรียกร้องให้เขาปรับตัวมันก็เลยไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นเจ้าของที่ตัวเอง จะให้เขาปรับตัวหรือ มันก็ต้องมีระบบรองรับ ระบบการจัดการน้ำ ฯลฯ ตามมา ต้องคิดเชิงระบบ

รศ.ดร.วิษณุ: คิดว่ารอบนี้ COP28 จะมีการพูดคุยกันเยอะมาก ระบบอาหารมันไล่ไปตั้งแต่ต้นน้ำ การเพาะปลูก การแปรรูป การขนส่งต่างๆ มันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1/3 ของก๊าซฯ ทั้งหมด ตรงนี้ก็จะเป็นที่มาในการพูดคุยกัน  

รอบนี้ ระบบอาหารจะเป็นวาระในมิติที่ว่า คือปกติแล้วแต่ละประเทศจะแสดงเจตจำนงเฉพาะต้นน้ำ เช่น ปลูกข้าว แต่มี 4-5 ประเทศ ที่แสดงเจตจำนงว่าจะลดก๊าซเลยไปจากส่วนต้นน้ำไปด้วยคือส่วนกลางและปลายน้ำ คือไปดูที่อุตสาหกรรมเกษตรด้วย ตามที่ ดร.กฤษฎาพูดมา ฉะนั้นความท้าทายคือ เราจะทำอย่างไรที่จะลดที่กลางน้ำกับปลายน้ำด้วย ซึ่งกระทบแน่กับภาคธุรกิจ 

อีกความท้าทายที่ค่อยๆ top-down ลงมาคือ แต่ละประเทศเองจะมีการบรรจุแผนเหล่านี้ลงไปใน NDC ของประเทศอย่างไร หรือแผนการปรับตัวระดับชาติของตัวเองอย่างไร มันมีผลกระทบตามมา ต้องมีการคุยกันของผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับที่ ดร.กฤษฎาพูดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพด้วย เพราะการทำเกษตรกก็อาจไปทำลายความหลากหลาย ต้องมาคุยกันว่าระบบอาหารต้องเป็นนิเวศ ลดความเสียหายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 

มีอีกหลายเรื่องที่เขาจะต้องคุยกันในวงนี้ ทำอย่างไรที่ระบบอาหารจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือจากเอกชนเองด้วยซ้ำ เพราะคุณคือตัวการส่วนหนึ่ง นี่ก็เป็นประเด็นที่จะตามมา เช่น ปกติเราปลูกข้าว อ้อย ข้าวโพด มีการเผา ก็ปล่อยก๊าซฯ และ PM2.5 เราควรจะลงทุนระบบโลจิสติกส์อย่างไรจากแปลงเกษตรไปสู่แหล่งรับซื้อเพื่อลดการเผา ลดการปล่อยก๊าซฯ ให้ได้ ถ้าพูดถึงต้นน้ำก็พูดถึงการปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ สัตว์น้ำก็ต้องมีสัตว์น้ำที่ทนต่อโรคแล้ง โลกเดือด เราก็ยังพูดถึงน้อย รวมไปถึงเรื่องการลงทุนน้ำ ไม่ใช่แค่การสร้างขื่อน แต่ต้องปรับมิติส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ดูทั้งอุปสงค์ อุปทาน 

แล้วคำว่าระบบอาหารก็ยังเชื่อมโยงกับ Global Adaptation ทุกวาระที่เราคุยกัน สุดท้ายมันต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ในระบบอาหารมันก็มี pain point ที่เกิดขึ้น เราบอกว่าจะส่งเสริมให้มีการปรับตัว ลดการปล่อยก๊าซฯ แต่เกิดอะไรขึ้น? นโยบายแต่ละประเทศมันสอดคล้องกับแผนระดับโลกหรือเปล่า? รัฐบาลไทย เวลาข้าวตาย ราคาไม่ดี ก็แจกเงินเยียวยา ประกันรายได้ เกษตรกรไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย การไม่ปรับตัวเท่ากับว่าขีดความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตก็เหมือนเดิม ไม่มีการปรับตัว 

สุดท้าย climate เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อนาคตความเสียหายก็จะมากขึ้น เรื่อง Global Adapation Goal มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เราจะกดดันอย่างไรให้แต่ละประเทศออกนโยบายไม่ขัดแย้งกับกรอบหลักของโลก เป็นประเด็นท้าทาย ถ้าอนาคตเราอยากได้กองทุนช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจากกองทุนไหน หรือ Climate Finance เงินกู้ต่างๆ โอกาสที่เราจะได้เงินก็ยากมาก หากยังไม่ปรับนโยบาย 

สมมติว่า ผมปลูกข้าวในที่ที่ไม่เหมาะสมกับดินและน้ำ ไม่ควรปลูก ข้าวตาย สุดท้าย รัฐบาลก็จ่ายเงินเยียวยา จะปรับตัว เราก็ต้องมีเงื่อนไขว่าต้องปลูกอย่างอื่นนะในปีหน้า หรือถ้ายังปลูกข้าวอยู่ต้องปรับวิธีการหรือเปล่า พูดง่ายๆ ว่า เงื่อนไขที่ทำจะต้องนำไปสู่การยกประสิทธภาพการผลิต นำไปสู่การเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

รัฐบาลปกติก็จ่ายเงินเยียวยาอยู่แล้ว ถ้าเราปรับเงินแสนล้านที่แจกทุกปีให้มีเงื่อนไข ข้อดีคืออะไร? ปีหน้าเกษตรกรจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ภาครัฐจะมีภาระเงินเยียวยาน้อยลงขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากแสนล้านก็อาจจะเหลือหกหมื่นล้าน แล้วสามารถเอาเงินที่เหลือไปลงทุนวิจัยการพัฒนาเรื่องสายพันธุ์พืช หรือโครงสร้างพื้นฐานดีๆ ระบบน้ำ เชื่อไหมว่าเกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำชลประทานเพียงแค่ 26% อีก 74% เข้าไม่ถึง และไม่มีเงินทุนด้วย 

ในส่วนของกลุ่มทุนก็ต้องช่วยเกษตรกรด้วยเหมือนกัน อนาคตเวลาจะส่งออกสินค้าไป เขาไม่เช็คแค่กลุ่มทุน แต่เขาเช็คมายังต้นน้ำเลย ปลูกอย่างไร ถูกต้องตามหลักกติกาไว้ไหม ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดครับเป็น traceability กลุ่มทุนก็ต้องเข้ามาช่วย อนาคตกลุ่มทุนจะถูกบีบมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนทำอย่างเดียวไม่ได้ มีขีดความสามารถจำกัด เพราะมีกลุ่มทุนขนาดกลางและเล็กด้วย ทุนใหญ่ไม่ห่วง แต่กลางและเล็กตอนเริ่มต้นก็ต้องเป็นบทบาทภาครัฐ ต้องพึ่งพานโยบายภาครัฐให้เข้ามาช่วยเพื่อทำให้เขาปรับตัวได้ง่ายขึ้น

จุดยืนของประเทศไทยใน COP28 และข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นารีรัตน์ พันธุ์มณี 

ในส่วนการนำเสนอจุดยืนของไทยรอบนี้ เรา in line ไปตามประชาคมโลก เชื่อว่าหลายประเทศก็อยากเห็นว่าลดได้ตามเป้าหมายจริงหรือไม่ ต้องมีการเจ็บตัวบ้าง ต้องยอมรับ ว่าทุกคนก็จะเจ็บไปด้วยกัน ตามแผนนี้ เราจะเข้าสู่ปีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี 2025 อันนี้เป็นไปตาม modeling ไม่งั้นจะไปตาม pathway ไม่ได้ เราต้องพีค หลังจากนั้นเราต้องลด จะลดอย่างไรคือเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC)

เราผลักดันภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม ของเสีย และภาคเกษตรที่เป็นน้องใหม่ ใช่ว่าเกษตรจะไม่ลด แต่ก่อนเราอาจจะมองเรื่องการปรับตัวเป็นหลัก แต่ตอนนี้เห็นแนวโน้มแล้วว่า มันใช้พลังกดดันของการค้าระหว่างประเทศและ supply chains แม้กระทั่งภาคอุตสาหกรรม ก็มีกลไกการปรับราคา คาร์บอนข้ามพรมแดน เราส่งออกสินค้า ถ้าเราปล่อยก๊าซฯ เกิน เราก็ต้องเสียเงินจ่ายให้เขา เขาเก็บค่าธรรมเนียม ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญ การที่เราประกาศไปวันนี้ สิ่งที่เราอยากได้กลับมาคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปของเทคโนโลยี การเงิน และ capacity building นี่เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เราหารือแลจะแสดงจุดยืนไทยในเวทีครั้งนี้

ส่วนเรื่องพลังงาน energy transition ทำแน่ๆ ได้ยินมาเหมือนกันว่า PDP จะออกเดือนธันวานี้ แล้วฉบับใหม่ดีกว่าเดิมแน่นอน ต่อมาที่เราพูดได้คือ การ phase out ถ่านหิน มันอยู่ในแผนในปี 2050 แม้ว่าจะช้า ณ วันนี้ พลังงานหมุนเวียนไปจนถึงปี 2065 เราได้แค่ 74% ไม่ใช่ 100% เหมือนแคลิฟอร์เนีย อันนี้ตาม modeling ที่คำนวณออกมา เราต้องหาทางเลือกอื่น เราดันไปทีเดียวไม่ได้ อันนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ภาคพลังงานต้องคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไร 

อีกส่วนคือภาคป่าไม้ วัตถุประสงค์หลักของการเจรจาฯ คือ เขาต้องการให้ทุกประเทศลดการปล่อยก๊าซฯ แต่มันไม่มีทางเป็นศูนย์ ใครๆ ก็รู้ สิ่งที่เหลืออยู่คือธรรมชาติ ให้เขาค่อยๆ ช่วยดูดซับไป แต่เราก็ต้องลดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำไมบางประเทศถึงบอกว่าเป็น negative carbon emissions ได้ เพราะเขามีป่าเยอะ ดูดเก็บได้หมด ในโลกนี้ก็น่าจะมีภูฐาน แล้วก็อีก 3-4 ประเทศ ป่าเยอะ และการปล่อยก๊าซฯ ต่ำ 

สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ ในส่วนของกรมเอง ร่างพรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องบอกว่าทุกภาคส่วนเจ็บตัวแน่ แต่การเจ็บตัวนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน จะเป็นธรรมหรือไม่ต้องดูอีกทีว่าในบริบทไหน ต้องมาดูว่าแค่ไหนถึงจะเหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ เราคงจะไปสุดโต่งไม่ได้ ร่างพรบ.นี้ ก็น่าจะปีหน้าที่จะได้เอามาเผยแพร่ จะมีเวที มีหมวดต่างๆ ส่วนบทกำหนดโทษก็เป็นเรื่องของการรายงานข้อมูลเท็จ 

อีกส่วนที่เราอยากเห็นใน COP28 คือ transparency ในการรายงาน ไม่ว่าจะหลายสำนักที่มาตรวจสอบการดำเนินการของแต่ละประเทศมันดีอย่างที่ควรจะเป็นไหม อย่าง UNFCCC ก็พยายามทำ ETF (Enhanced Transparency Frameowrk) แล้วเราก็จะเริ่มรายงานตัวทุกสองปี ฉบับแรกปี 2024 โดยใช้ระบบความโปร่งใสนี้ อันนี้ก็จะช่วยให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเราเข้าระบบเดียวกันแล้ว 

อีกตัวหนึ่งที่เราดำเนินการในส่วนของไทยเอง ณ วันนี้ เราดูการลดก๊าซเรือนกระจกจากเส้นฐาน BAU เส้นปีฐาน แต่อีกหน่อยเราจะใช้การปล่อยจริงคือ บัญชีก๊าซเรือนกระจก ก็จะช่วยให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะมันปล่อยจริง ไม่ใช่ลดจากเส้นที่เราตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่เราพยายามพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นไปตาม UNFCCC คือถ้าเราไม่ทำตามเขา เวลาจะขอเงิน ก็ไม่ถึงเรา แล้วเราจะดึงแชร์ส่วนนั้นมาให้เราได้มากที่สุด สมประโยชน์ของประเทศมากที่สุด 

จะทำอย่างไร อันนี้เป็น capacity building ที่เราพยายามคุยกันทั้งในวงภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กร สามารถทำได้ เพราะดูจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก เขาให้กับภาคประชาสังคม มีส่งไปกว่า 500 โครงการ ไทยเป็นหนึ่งใน 23 โครงการที่เราได้เงินมาสนับสนุนคือ มูลนิธิชุมชนสงขลา ได้มาทำเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในโซนชายฝั่งทะเลสงขลา 6 ชุมชน เราเห็นแล้วว่าเขาไม่ได้ทิ้งกลุ่มเปราะบาง แต่อาจมาช้านิด เราเองก็มีความสามารถในการดึงเงินทุนตรงนั้นมา ถ้าเราพัฒนาขีดความสามารถตรงนี้ และ in line กับเพื่อน ตามขีดความสามารถของเรา เราก็จะสนับสนุนการดำเนินงานซึ่งกันและกันได้

คุณธารา: ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตของ Greenpeace มองจากแผน Net Zero ของไทย ปีพ.ศ.2608 การปล่อยกับการดูดเท่ากันที่ 120 ล้านตัน ท่านผอ.พูดถึงจุดสูงสุดในการปล่อย ปี 2568 NDC ลด 40% ภายในปี 2573 คำถามใหญ่คือ พอมันพีคแล้ว มันจะพีคไปมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม แล้วมันจะลดลงมา 40% ไหม เป็นความท้าทายมาก

แผน Net Zero ของไทย ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่ามันจะพีคแบบนั้นแล้วลด 40% ได้ ด้วยเหตุที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตัวที่เราเอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน รถ EV หรือว่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเทคโนโลยี Carbon Capture Storage รวมถึงไฮโดรเจน มันจะอยู่ในช่วงก่อน Carbon Neutral 2050 ไป Net Zero

อันหนึ่งที่เป็นข้อสังเกต เรื่องการ phase out ถ่านหิน เรามีการทำการบ้านไว้อยู่ สัดส่วนถ่านหินของไทยมัน 20% ในระบบการผลิตไฟฟ้า มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ที่แม่เมาะและระยองที่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แม่เมาะ มีแผนจะปลดระวาง แต่ปี 2050 มันดูไกลไปนิด เราก็เลยทำโจทย์ให้นักวิชาการด้านพลังงานว่า ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ เราทำได้ถึงไหน ปรากฏว่า ได้ปี 2080 ช้าสุด หรือเร็วสุด 2070 ทำได้ โดยเราดูทั้งเรื่อง energy security เรื่องของบาลานซ์ เรื่องค่าไฟ เรื่องการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้วย รายงานนี้ทำก่อนช่วงโควิด และปล่อยมาช่วงโควิด แต่ไม่ค่อยมีใครฟัง 

อีกอันหนึ่งที่เราทำโจทย์ก่อน phase out ถ่านหิน คือ ทำ Solar Roof ล้านหลังคาเรือน ช่วงโควิดนั่นแหละ ใช้ทีมเดียวกัน โจทย์ที่จะไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ net zero มันต้องทำโจทย์จากข้างล่างด้วย อย่างตอนนี้ที่ทำกระบี่ go green 100% จากพลังงานที่อยู่ในกระบี่ ตอนนี้ทำได้ 60% แล้ว คือถ้ามันทำจากฐานรากแล้วค่อยกระจาย มันจะทำให้เกิดระบบพลังงานที่มันกระจายศูนย์ ไม่ใช่จาก top-down คือหลายประเทศก็ตั้งเป้า 100% RE คือคิดว่า เราอาจจะมองโจทย์จากข้างล่างก็ได้ แทนที่จะมองจากข้างบนลงมา แล้วก็มาเจอกัน เป็นต้น 

ถ้าเราเทียบกับประเทศอื่นในลุ่มน้ำโขง เรามีข้อได้เปรียบในเรื่องการปลดระวางถ่านหิน เวียดนามที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเยอะมาก เขาไม่สามารถทำได้ทันตามไทม์ไลน์ ลาวเองก็จะสร้างเพิ่ม เมียนมาร์ก็อยู่ในภาวะสงคราม กัมพูชาก็จะสร้างเพิ่ม มันมีเรื่องของเงินกู้ ADB ที่พูดถึงเรื่อง energy transition mechanism ที่เขาบอกว่า ถ้าเราจะปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า มีเงินอยู่ที่จะช่วยซัพพอร์ต

สุดท้าย ถ้าเราเริ่มโจทย์จากข้างล่าง ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนสะอาด 100% จากข้างล่าง กระจายกัน ล้านหลังคาเรือนโซลาร์ ปลดระวางถ่านหิน  40% ใกล้เคียงมาก หลังจากนั้นก็ต้องไปดูแผน PDP เพราะมันกระจุกมาก เราก็สู้กันมานานแล้วว่า กระบวนการวางแผน PDP ยังมีความท้าทายอยู่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือ การเปลี่ยนวิธีพยากรณ์ไฟฟ้า เป็น demand forecast เอาภาคประชาสังคมที่กระตือรือร้นมากเข้ามามีส่วนร่วม ให้เกิดกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม และก็อีกอันคือ กระบวนการคัดเลือกโรงไฟฟ้าที่ดูเรื่อง optimization ต้องมีประสิทธิภาพพลังงาน ดู demand response กับ energy storage ไปพร้อมๆ กันด้วย แล้วก็ดูเรื่องการจ้างงาน สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ล็อคไว้ 25 ปี ซื้อก๊าซ ถ่านหิน เข้ามาในระบบไฟฟ้า โดยที่ผลประโยชน์กระจุกตัวกับรายใหญ่ 

ทั้งมวล เวลาเราพูดถึงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งมันไม่เห็นภาพรวม แต่อยากชี้เห็นว่า เรามี Net Zero จาก COP26 จากความคิดที่นักการเมืองไม่สนใจด้วยซ้ำไป จนกระทั่ง COP26 เปิดกรุ Net Zero เต็มไปหมด หลายภาคส่วนตั้งเป้าจะทำเรื่องนี้ เรามีภาคการเงินธนาคารที่ทำเรื่อง Taxonomy เรามีเครือข่าย Carbon Neutral ภาคธุรกิจ และมีเครือข่ายภาคประชาชน 

ผู้เล่นในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันไม่ใช่แค่รัฐ หรือเอกชนอย่างเดียว มันมี non-state actors ด้วย เรายังมีกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ climate โดยตรง ไม่ว่าเราจะถึง carbon neutral ตามเป้า หรือ net zero ตามเป้าหรือไม่ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ มันน่าจะมีกลไกบางอย่างออกมา อย่างกลไกรัฐสภาก็ได้ เป็นกรรมาธิการเป็น standing committee ว่าด้วยเรื่องนี้เลย เพราะไม่เห็นทางอื่น เพราะเรามี actors เต็มไปหมด ใครเสียงดังกว่าก็มีอิทธิพลโน้มน้าวใจ policy มากกว่า 

ถ้ารัฐสภาเปิดให้มีชุมชนนโยบายที่รวมเอาทั้งข้าราชการกระทรวงต่างๆ พรรคการเมือง นักการเมือง ภาคอุตสาหกรรม สหภาพแรงงาน thinktanks, NGO, watchdogs, นักกิจกรรม กลุ่มเยาวชนมาคุยกัน มันต้องมีพื้นที่คุยกัน ไม่งั้นทะเลาะกันไม่เลิก เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกัน มองร่วมกัน นโยบายสภาพภูมิอากาศมันไม่ควรจะถูกกำหนดโดยกรมโลกร้อน หรือกระทรวงทรัพยากรหรือ กรรมการชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว มัน top-down มากๆ แต่ว่าโลกมันไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว

ดร.กฤษฎา: ข้อเสนอทั้งที่ดูไบและไทยเองด้วย อันแรกคือ เวทีที่เราเพิ่งจัด COP ภาคประชาชน เรามีข้อเสนอหลายอย่าง 

ข้อเสนอแรก ในระดับ UN ข้าหลวงใหญ่ได้ติดตามเรื่องสิทธิมนุษยชนและ Climate Change ประเด็นคือ มิติ COP ที่เราคุยกันทั้งหมด เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งที่ได้รับผลกระทบ มีปัญหาเรื่องความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ฉะนั้น หลักการสิทธิมนุษยชนต้องเข้าไปอยู่ใน COP ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน สิทธิของชุมชน หรือของตัวธรรมชาติ และคนรุ่นอนาคตที่ต้องเจอภาวะโลกรวนอีก 100 ปี ความเป็นธรรมมันไม่ได้มีแค่ ด้าน 2 ด้าน แต่มันโยงไปอีกหลายมิติ

อันที่สองคือ เราเรียกร้องว่านโยบายระดับโลกและประเทศให้ความสำคัญเยอะกับ Mitigation and Adaptation ของภาคธุรกิจ แม้จะมีแผนมาถึงภาคประชาชนกลุ่มเสี่ยง แต่มันมีรูปธรรมน้อยมาก อันนี้เราอยากเห็นรูปธรรมของการปรับตัว สร้างภูมิคุ้มกัน มี Resilience การให้น้ำหนักตรงนี้เป็นสิ่งที่เราอยากเห็นมากขึ้น 

อันที่สาม คุณน้ำ ธาราก็ได้พูดถึงความเป็นธรรมในหลายมิติ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ประเด็นเรื่องของการปรับตัว และ Net Zero ต่างๆ นำมาสู่ว่าประเด็นที่ว่า เราต้องมีพื้นที่ที่ว่า 

ประเด็นต่อมาคือ ทำไมเราต้องเลิกฟอสซิล เรามีแผนที่จะจัดนำเสนอแผน Green PDP โดยกลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ. และเครือข่ายที่ศึกษาแผน PDP มาเป็นเวลานาน เราจะนำเสนอข้อสเนอเลยว่า PDP แบบไหนที่จะนำเราเข้าสู่ Carbon Neutrality ในปี 2040 เป็นสิ่งที่นักวิชาการอยากนำเสนอ ข้อท้าทายนี้ว่าถ้าเราปรับโครงสร้างพลังงาน มันสามารถเกิดขึ้นได้ และก็นำมาสู่พลังงานหมุนเวียนที่ไม่ใช่แค่โซลาร์ แต่ยังมีลม Biomass เรามีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และมันต้องไม่สร้างผลกระทบเดิมๆ หรือต้องมาจัดประชาพิจารณ์ มีปัญหาความขัดแย้งกับประชาชน ไม่คำนึงถึงสิทธิของระชาชน

เราเสนอเรื่อง Carbon Credits เราประมวลประสบการณ์มา อาจจะไม่ใช่ของไทยอย่างเดียว เพราะยังน้อย เราเห็นบทเรียนหลายอย่างที่เกิดขึ้นว่ามันมักไม่เป็นไปตามที่เราออกแบบ เรากลับไปสู่หลัก สวล. พื้นฐาน เดิมเลยว่าผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (Polluter Pay Principle) ประเด็นคือ Carbon Offsets ทั้งหลายมันกำลังเปลี่ยนความหมายของสิ่งเหล่านี้ไหม ผู้ก่อมลพิษไม่ต้องรับผิดชอบทั้งหมดก็ได้ แต่ไปดึงเอาธรรมชาติหรือประชาชนมาแบกกันก็ได้ ประเด็นนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งและไม่เป็นธรรม คือมันมีงานศึกษาว่าตัวเลขที่เคลมกันมามันลดได้จริงขนาดนั้นไหม คิดว่าใน COP28 ก็น่าจะมีการคุยกัน หรือโครงการต่างๆ มันทำลายความหลากหลายชีวภาพ กระทบชีวิตผู้คนไหม อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราต้องตามดู

ประเด็นเรื่องชนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่นที่ถูกอ้างบ่อย แต่ว่านโยบายการคุ้มครองสิทธิพวกเขายังถูกละเลย แม้แต่ CBD (Convention on Biodiveristy) ทำไมพวกเขาสำคัญ เพราะมีบทบาทในการรักษาระบบนิเวศไง บทบาทสำคัญด้วย ป่าถูกรักษาไว้ด้วยคนเหล่านั้น  ทำไมพวกเขากลับไม่มีที่ทาง 

ประเด็นต่อมา ความหลากหลายทางชีวภาพ เราไม่ได้คุยกันแค่โลกร้อน ผมคิดว่าวิธีคิดแบบคาร์บอนนิยม มันกำลังทำให้เราลดทอนปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาระบบนิเวศทั้งหมดเหลือเพียงไม่กี่เรื่อง เราจับตัวคาร์บอนมาจัดการมัน มาค้าขายเป็นทรัพย์สิน แต่ต้องกลับไปที่ภาพรวมทั้งหมด เช่น เรากำลังมีระเบียงเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด อุตสาหกรรม EEC เกิดแล้ว กำลังไปที่ภาคใต้ต่อ อุตสาหกรรม EV เรากำลังทำให้มันเป็น ¾ ของตลาดภายในปี 2037 คำถามคือ ทั้งหมดนี้ใช้ทรัพยากรและทำให้ระบบนิเวศเสียหายขนาดไหน อันนี้เป็นโจทย์ที่เราต้องกลับมาทบทวน โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายฯ ที่เชื่อมโยงกัน

แล้วเราอยากเห็นอะไร? 

1. อยากให้ยืนหลักความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ คำว่า “ความรับผิดชอบที่แตกต่าง” ไม่ได้มีนัยยะเดียว คนที่รับผิดชอบมาก เพราะคุณเคยทำให้โลกร้อนมามาก คุณจึงมีความรับผิดชอบมาก นี่แหละคือเอาไปใส่ในความรับผิดชอบที่แตกต่าง ไม่งั้นความรับผิดชอบที่แบบใครทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อันนี้ไม่น่าจะใช่หลักสากลที่โลกควรจะเดินไป 

2. เอาจริงกับคำมั่นสัญญาที่ประเทศพัฒนาแล้วจะรับผิดชอบต่อภาวะโลกเดือดที่ตัวเองมีส่วนก่อ ทำไมถึงจะมีกองทุนมากมายเต็มไปหมด 

3. เปลี่ยนฟอสซิลให้เป็นพลังงานหมุนเวียน ให้สอดคล้องกับ IPCC 43% ก็ต้องเร่งปรับโดยด่วน ถ้าเราปรับพลังงานไม่ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง 

4. ทบทวนเรื่องตลาดคาร์บอน มันเป็นโจทย์ใหญ่ที่นำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ เราควรมาสร้างความร่วมมือในการสร้างระบบนิเวศและทรัพยากรมากกว่า มีกลไกจูงใจอีกหลายแบบที่ไม่ใช่เอาบาปมาแลกบุญ ผมคิดว่าเราออกแบบเครื่องมือเหล่านี้ได้ แล้วก็แก้ปัญหาโครงการต่างๆ ที่มีการดำเนินการผิดพลาด แล้วก็สร้างธรรมาภิบาลของ COP ให้มากขึ้นด้วย ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคม และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่รู้ว่าทัน COP ที่บราซิลไหม แต่ว่าเราอยากเห็นให้เป็นเช่นนั้น

รศ.ดร.เสรี: ประทับใจกับข้อมูลที่ลงลึก คนไทยทุกคนได้ฟังก็คงคาดหวังยากแล้ว ทีนี้จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถกำหนดแผนต่างๆ ในกฏหมาย อย่าง NAP เอาไว้ในรธน.เลยได้ไหม หรืออย่าง PDP เป็นพรบ.เลยได้ไหม ถ้าไม่ทำ ประชาชนฟ้องเลยได้ไหม นี่ลองตั้งคำถามนะ แต่เขาคงไม่ยอม เช่นจะลด 40% ในปี 2025 ถ้าทำไม่ได้ ประชาชนก็ฟ้อง มีหน่วยงานหนึ่งใน UN เขาไปสำรวจดูก็บอกว่าบางประเทศกำหนดเรื่องแบบนี้ไว้ในกฎหมาย บางประเทศก็ไม่ เป็นแค่การประกาศไว้เฉยๆ แต่ถ้ากำหนดเป็นกฏหมายได้มันก็จะทำได้จริง

ถ้ากำหนดไว้ใน รธน. หรือเป็น พรบ.แล้ว ถ้าไม่ทำคือคุณผิดกฎหมาย อันที่สอง ถ้าทำได้แล้ว ไม่ได้หมายความเราจะไม่ได้รับผลกระทบ บริษัทกลุ่มทุนพลังงานในประเทศอาจจำเป็นต้องมีการกำหนดกองทุน bond ขึ้นมาเลยว่าต้องเท่าไหร่ ขณะนี้แต่ละบริษัทก็ทำ CSR ไปทำชุมชนนี้ แต่เราไม่เห็นภาพรวมว่ามันดีขึ้น เอาเลยไหม ปตท.ให้ปีละเท่าไหร่กี่เปอร์เซ็น ลงมาเลย โลกบอกเอาปีละแสนล้าน เราเอาแค่หมื่นล้านได้ไหม เอาเงินตัวนี้มาทำให้ชุมชนเข้มแข็ง คิดว่ามีสองอันนี้แหละ ถ้าจะเดินได้ ไทยต้องบังคับให้มันเป็นกฎหมาย 

ผอ.นารีรัตน์: Policy ไม่ได้เกิดจากเราที่เดียว มีกระทรวงพลังงาน เกษตร คมนาคมอีก ทุกแผนและนโยบายที่ออกไปคือ ออกจากคณะรัฐมนตรี เราไม่ใช่กรมที่ไปชี้สั่ง แต่สิ่งที่เราอยากเห็นเหมือนกันคือ ในกฎหมายใหม่มันมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ อันนี้มีแน่นอน แต่ในรูปแบบไหน ถ้าแผนที่เราเสนอมา กระทรวงพลังงานรับ เรา phase out ได้เร็วกกว่าเดิม เขารับมาปฏิบัติและทำให้ดีขึ้น ฉะนั้น ในตัวเป้าหมายของประเทศ ณ วันนี้ที่เรากำหนดไว้ในกฎหมาย เรายังให้มันมีช่องในการเขียนตัวเลขว่าเป็นไปตามแผนการมีส่วนที่ประเทศกำหนด หรือ NDC เพราะมันกำหนดทุก 5 ปี 

NAP วันนี้เราได้ตัวร่างซึ่งผ่านกรรมการชาติฯ แล้ว เดี๋ยวส่งไปให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นขั้นตอนก่อนเข้าครม. ก่อน approve แผนฯ พอครม.เห็นชอบแผนฯ ตัวนี้ เราก็จะส่งแผนฯ นี้ไปที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ  

รศ.ดร.เสรี: คือเรามีแผนเยอะมากเลย ทีนี้ไม่ทำตามแผนก็ไม่เป็นไร แต่ประเด็นไหนที่สำคัญ เป็น issue เลย ก็น่า เป็นพรบ.

ผอ.นารีรัตน์: ถ้าตัวพรบ. ตัวที่บังคับก็จะมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และก็หมวดเรื่องการปรับตัว ในหมวดนี้ ตัวที่สำคัญคือ dissemination information หรือ climate information ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อยู่ในหมวด 11 เราต้องเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อให้เขารับทราบว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นแต่ละพื้นที่ปรับตัวไม่ถูก แต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน ส่วนตัวเป้าหมายก็อยู่ในเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซฯ ก็จะถูกบังคับตรงนี้ เราก็พยายาม facilitate ในหลายๆ เรื่อง

บทกำหนดลงโทษคือ เป็นเรื่องรายงงานเท็จ ไม่จัดส่งรายงงาน ไม่ได้บอกลดไม่ได้แล้วลงโทษ ยัง ไม่มีประเทศไหนทำ อันนี้จะเป็นการรายงานไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส

แรงจูงใจเดียวที่สำคัญที่จะให้ทำคือ แรงกดดันระหว่างประเทศ และจากภาคประชาสังคมในประเทศ หลายๆ นโยบายต้องกลับมาทบทวน อย่างนโยบายการค้า เพราะแรงกดดันเหล่านี้ ถึงได้บอกว่ายังไงก็โดนทุกคน ฉะนั้น นี่คือสิ่งที่ต้องเริ่มเปลี่ยนแล้ว เข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรเลย มันไม่ได้ประโยชน์ เรากระโดดลงไปแล้วดำเนินตามขีดความสามารถเราจะดีกว่า

 ปกติขั้นตอนของกฎหมาย เดิมทีที่เรายกร่างพรบ.ตัวนั้น (ร่างเดิม) มันสำหรับการรายงานการปล่อยก๊าซO มันเลยคล้ายกำหนดให้มีการรายงานข้อมูล แต่ยังไม่มีการบังคับ ตัวนี้จะเริ่มมีหมวดของภาคบังคับมากขึ้น และกำหนดให้ครอบคลุม รวมไปถึงเรื่องกำหนดราคาคาร์บอน ให้มันมีสิทธิ ซื้อขายสิทธิในการปล่อย ไม่ใช่ซื้อขายคาร์บอนเครดิต แต่เป็นสิทธิในการปล่อย คือ อนุญาตให้ปล่อยได้เท่าไหร่ 

ถ้าตามหลักการแล้ว ในขั้นตอนการเสนอกฎหมาย ถ้าเรายกร่างเสร็จก็ต้องไปรับฟังความคิดเห็นในส่วนของกลุ่มย่อยที่เป็น  stakeholders ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม หลังจากนั้นก็ต้องไปรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ เปิดออนไลน์ด้วย 4 ภูมิภาค รวมทั้งกรุงเทพฯ อันนี้ก็เปิดกว้างและทำออนไลน์ และทำตัวประเมินผลกระทบจากการออกกฎหมาย จากนั้นถึงจะส่งเข้ากรรมการชาติฯ  แล้วไปครม. จากครม.ไปรัฐสภา คู่ขนานไปกับกฤษฎีกาด้วยที่ต้องมาดู เพราะต้องมาช่วยเราเฟรมตัวบทกฎหมาย อันไหนที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งไป อันไหนที่ critical มากก็อาจจะยังไม่ให้ออกในตอนนี้ หรือออกตอนเฟสสอง กว่าจะผ่านก็ใช้เวลา

เราต้องช่วยกันดู ช่วยกันเฟรมให้ดี เราก็เปิดมาตลอด ปีหน้าเรื่องนี้ก็เข้มข้นมากขึ้น เป็นงานหลักของกรมเลย อยากให้เข้ามาช่วยกันดู อะไรดีไม่ดี สนับสนุนกันและกันได้

รศ. ดร.วิษณุความสำเร็จของแผนต่างๆ มันอยู่ที่การให้ความสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย มีหลายตัวชี้วัดอยู่ แต่ตัวชี้วัดทำไม่ค่อยสำเร็จ ก็อยากให้ผู้กำหนดนโยบายแต่ละประเทศให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น สิ่งที่มันสะท้อนในการให้ความสำคัญมากหรือน้อย เอาง่ายๆ ก็คือ งบประมาณ ถ้ามันน้อย ยังไงก็ทำลำบาก ดูจากร่างกม.ตรงนี้ เราก็มีมาตรการที่เป็นแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ มีกองทุน มีระบบซื้อขายสิทธิ ภาษีคาร์บอน คาร์บอนเครดิตอีก บทลงโทษก็มีใช้กันอยู่แล้ว แต่ว่าเรายังมีการใช้มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์น้อยไปหน่อย จริงๆ ถ้าใช้หมวดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมวด 4 8 9 10 หรือ 11 ได้ก็จะดีมาก

สิ่งที่น่ากังวลคือ เงินทุนไม่พอ ทุกอย่างก็เป็นไปไม่ได้ ยกตัวอย่าง กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามีกองทุนอยู่ คำถามคือ กองทุนที่เรามีเพียงพอไหม ต่อเนื่องทันการณ์ไหม เพราะการปรับตัวต่างๆ มันใช้เวลา ตรงนี้เราจะมีหลักเกณฑ์ยังไง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อการปรับตัว ควรจะมีแต้มต่อไหมระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความสามารถเยอะกับกลุ่มทุนขนาดกลางและเล็ก รวมถึงเกษตรกร ประชาชนทั่วไป ภาคประชาสังคม เราต้องมีกลไกลให้มากขึ้นในการส่งผ่านความช่วยเหลือนี้ ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเยียวยาธรรมดา แต่ต้องช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การปรับตัว 

รศ.ดร.เสรี: สมมติว่าพอเป็น พรบ.แล้ว จะ phase out ถ่านหินปี 2050 พอทำไม่ได้ ประชาชนฟ้องและมันเขียนกฎหมายไว้ แล้วจะฟ้องใคร? มันจะมาเป็นภาระกรมป้องกันฯ เพราะเป็นเลขานุการ? ยิ่งท่านทั้งสองบอกว่าโอกาสทำไม่ได้สูงมาก ตกลงจะยังไง

คุณธารา: มันมีคดีโลกร้อน Climate Litigation ในนิวซีแลนด์ เขาฟ้องรัฐบาลว่าเป้าหมายมันไม่ ambitious พอ เขาก็รับฟ้อง ทำให้นโยบายมันเปลี่ยน เข้มข้นขึ้น

ดร.กฤษฎา: มันมี 2 คดี อันแรกที่โปรตุเกส กลุ่มเยาวชนไปฟ้องศาลสิทธิมนุษยชนในยุโรป เด็ก 11-22 ปี รวมตัวกัน 6-7 คน กรณีนี้น่าสนใจมาก ศาลอยู่ในระหว่างการรับพิจารณาตัดสิน กรณีที่สอง ในรัฐ Montana เด็กอายุประมาณนี้ ฟ้องให้รัฐยกระดับมาตรฐาน ให้รัฐเอาจริงเอาจังกับเรื่อง climate change เป็นการกดดันจากภาคสังคม ใช้เครื่องมือทางกฎหมาย เหมือนอย่างเรื่อง PM2.5 ชาวบ้านเชียงใหม่ก็ฟ้องศาลปกครอง ก็เพิ่มแรงกดดันเพื่อยกระดับมาตรฐาน เรื่องศางสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เถียงกันมานานว่าควรมีหรือไม่ แต่ประเด็นคือ ศาลควรต้องขยายขอบเขต ไม่งั้นจะตามเรื่องนี้ไม่ทัน 

เราไม่ได้คุยแค่เรื่อง Climate Change อย่างเดียว อยากยกระดับอันหนึ่งคือ เรื่องข้อตกลง Kunming-Montreal (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework, CBD)  ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจมาก เขียนไว้เลยว่า ปี 2050 โลกควรจะเปลี่ยนเข้าสู่สมดุลกับธรรมชาติ เขาไม่ได้พูดถึงตัวคาร์บอน หรือทรัพยากรเป็นส่วนๆ แต่หมายถึงว่าต้องเปลี่ยนทั้งโลกให้เข้าสู่สมดุลธรรมชาติ เพราะว่าคำถามพื้นฐานก็คือ เราปกป้องปัญหาโลกร้อนไปทำไม อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องภัยพิบัติ ความมั่นคงทางอาหาร แต่เพื่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ 

ดังนั้น เวลาประชาชนส่วนหนึ่งพูด ไม่ได้พูดถึงแค่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่เราอยากเห็นสังคมที่พ้นไปจากการทำลายล้างระบบนิเวศ การละเมิดสิทธิชุมชน แล้วก็การ กลับคืนสู่สมดุลย์ จัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสังคมมนุษย์กับธรรมชาติ มันอาจจะเป็นอุดมคติ แต่มันเป็นอุดมคติระดับโลกแล้ว มันเป็นสิ่งที่เราต้องกลับมายึดเป็นเป้าหมายหลัก

คุณธารา: ไทยมีจุดแข็ง แต่เราละเลยไป เราถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นอันดับ 9-10 แต่เราต้องเอาวิกฤตให้เป็นโอกาส แล้วโอกาสก็อยู่แค่เอื้อม เปิดหัวใจรับฟังเสียงของทุกส่วน โดยเฉพาะคนที่พูดออกมาแล้วไม่ค่อยมีใครฟังเขา ภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ เด็ก ผู้หญิง คนรุ่นใหม่ที่เขาต้องเผชิญกับโลกเดือดนี้